[PSE] CH3 : The Vestal Rat [Xedric]

posted on 28 Oct 2013 14:13 by orangefrogs in PSE
 
 
 
 
 

แสงสว่างของวันกำลังจะหมดลง

เธอช่างบอบบาง อยู่ในอ้อมแขนของเขา

ลมหายใจรวยรินเหมือนพร้อมที่จะจากไป

ชายหนุ่มก้มลงจูบหน้าผากของเธอแล้วเอ่ยลา
 
 

 
 

พวกเขากรูกันเข้ามา ขณะที่ผมกำลังวางเธอลงบนที่นอน

ทั้งทางประตูและหน้าต่าง บ้างก็ปรากฏกายขึ้นมาในห้อง ชวนให้นึกถึงฉากปรากฏกายตามแบบฉบับยอดนิยม ของพวกสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติที่ภาพยนต์ของมนุษย์ชอบนำเสนอกัน


 

ในห้องนอนของผม บนชั้นสองของร้านหนังสือเล็กๆในเมืองกึ่งชนบท ตั้งอยู่หัวมุมถนนที่แทบจะร้างผู้คน

มันเป็นกิจการที่ผมเลือกทำระหว่างลงมาปฏิบัติภารกิจในร่างจำแลงข้างล่างนี่

เพราะมันเป็นพื้นที่ส่วนตัว ที่ผมไม่ได้ตั้งใจสร้างมันไว้เพื่อแบ่งปันกับใคร ดังนั้นห้องนอนนี่จึงยิ่งดูแคบไปถนัดตาเมื่อมีผู้บุกรุกยืนอยู่เต็มห้องแบบนี้


 

เธอตกใจและตื่นกลัว ทั้งพองขนใส่ และพยายามขู่ผู้บุกรุกด้วยเสียงแหบแห้ง

แต่ผู้พวกเขาไม่รับรู้ ไม่สนใจ

ไม่รู้สึกถึงเธอด้วยซ้ำไป

ผมลูบตัวเธอเบาๆเพื่อปลอบ ขณะที่รับฟังข้อกล่าวหา ...พวกเขาต้องการให้ผมตาย เพราะผมฆ่าเทพีองค์หนึ่ง

ชีวิตแลกด้วยชีวิต

....

ก็สมเหตุสมผลดี


 

ผมเพียงแต่ทำตามคำสั่ง ....คำสั่งที่ปฏิเสธไม่ได้

เธอเข้าใจ และยอมที่จะทำตามคำขอของผม

ทำให้มันเป็นการต่อสู้ ในเกมที่สมศักดิ์ศรี

เธอไม่ได้ยอมให้ผมดับลมหายใจของเธอได้โดยง่าย

ไม่เลย ….ผมเองก็ต้องเอาชีวิตของผมเข้าแลกด้วยเหมือนกัน


เมื่อเกมจบ ผมก็รู้ว่ามันไม่ได้จบง่ายๆอย่างนั้นหรอก

ผมส่งรายงานไปยังผู้ที่ออกคำสั่งบังคับให้ผมกำจัดไอริส แต่ผลตอบรับกลับเป็นกระแสตื่นตกใจ พร้อมกับหมายจับที่ว่าผมฝ่าฝืนกฏสวรรค์ร้ายแรง

พวกเขาบอกต่อๆกันไปว่า ผมแค่อยากฆ่า ผมเลยฆ่าเธอ

พอผมฆ่าเธอ แล้วก็มาปรักปรำหัวหน้าเพื่อให้เขามีความผิดตามไปด้วย

....

คำว่ากบฏยังถูกเขียนติดบนหลังผมอยู่เลย ทีนี้ก็จะมีคำว่าฆาตกรมาเขียนติดเพิ่มด้านหน้าด้วย

อะไรจะแย่ไปกว่านี้ได้อีกล่ะ?

ผมรู้ว่าเบื้องบนคงไม่ปล่อยผมไว้แน่

ดังนั้นผมจึงลงมาข้างล่างนี่

ผมไม่ได้หนี แต่จะมาทำเรื่องที่ควรทำให้เสร็จสิ้นไปก่อน


 

ผู้บุกรุกมีทั้งชายหญิง ไม่มีใครที่ผมคุ้นหน้าสักคน

ดูจากท่าทางพอจะเดาได้ว่ามาจากหน่วยทหารของข้างบนนั่น

พวกเขาไม่ได้เร่งร้อนเข้ามาจับกุมในทันที เพียงแค่ยืนอยู่ตรงนั้นและรอให้ผมมอบตัว

แต่ก็ดูจะเกร็งตัวระวังกันน่าดู ผมแทบจะได้ยินเสียงหัวใจที่เต้นแรงขึ้นของพวกเขาได้ด้วยซ้ำไป เมื่อผมลุกขึ้นจากที่นั่งและเดินข้ามห้องไปหยุดยืนใกล้หน้าต่าง

"ไม่หนีหรอก ...ถ้าตั้งใจจะหนี ป่านนี้ผมคงไปถึงไหนต่อไหนแล้ว"

ผมได้ยินน้ำเสียงเยือกเย็นของตัวเองตอบไปอย่างนั้น บางทีก็คิดว่าน่าภูมิใจอยู่บ้างเหมือนกัน กับความตั้งใจที่จะปกปิดอาการหวั่นไหวได้ถึงขนาดนี้

ผมทำใจไว้แล้วว่าอะไรจะเกิดก็ต้องเกิด แต่ก็ฝืนธรรมชาติของความรู้สึกไม่ได้นั่นแหละ


 

ผมยิ้มกลับไป เมื่อหนึ่งในพวกเขาสำรอกถ้อยคำเชิงเหยียดหยามกลับมา พวกเขาเอ่ยอ้างนามของความถูกต้อง บอกว่าคนที่ทำผิดยังไงก็หนีไม่พ้น

ผมไม่ได้เถียง เพราะรู้ว่าต่อให้คนไม่ผิด ถ้าคนตามคิดจะเอาผิด ยังไงก็หนีไม่พ้นด้วยเหมือนกัน

ผมไม่ได้เถียง เพราะผมไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็น 'ผู้ไม่มีความผิด

 ผมทำมันลงไปแล้ว ...แต่เพราะผมไม่ได้ถูกสร้างมาเป็นผู้พรากชีวิต จนถึงตอนนี้ผมก็ยังรู้สึกว่ากลิ่นเลือดของไอริสติดอยู่บนผิวหนัง จะล้างเท่าไหร่ก็ไม่หลุดออกไป

แต่ผมก็ไม่ได้แสดงท่าทีรู้สึกรู้สากับคำพูดเหล่านั้น

เรื่องที่ผ่านไปแล้วแก้ไขอะไรไม่ได้ คนที่ตายไปแล้วทำให้ฟื้นคืนมาไม่ได้

ผมจะจัดการเรื่องสำคัญเฉพาะหน้าของผมในตอนนี้ก่อน

ผมโทรศัพท์หาลูกจ้างคนหนึ่งในร้าน บอกให้เขามาคอยดูแลนาเดียของผมด้วย เธอกำลังอยู่ในช่วงพักฟื้น

ผมต้องเตรียมอาหารไว้ให้เธอ เพราะครั้งนี้ผมอาจจะต้องหายไปหลายๆวัน ...หรืออาจจะต้องหายไปเลย

ไม่ว่ากรณีไหนจะเกิดขึ้นก็ตาม

ผมจะทำทุกทางให้แน่ใจว่าเธอต้องอยู่รอดต่อไป


นาเดียเป็นลูกแมวที่พลัดหลงมา เธอหลบอยุ่ใต้กองผ้าขี้ริ้วหลังร้าน ในคืนที่ฝนตกหนัก

หนาวสั่นและบอบบาง ผมไม่ได้คิดจะผูกพันกับเธอมากนัก แต่มันก็เกิดขึ้นจนได้

ผมเลี้ยงเธอไว้ สองสามเดือนแล้ว

เธอเป็นสิ่งที่ช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดจากทุกทางที่ผมประสบ

เมื่ออยู่ข้างเธอผมไม่คิดถึงสิ่งอื่นใด

...

นาเดียเพิ่งถูกรถชนเมื่อสองวันก่อน มันเกิดขึ้นตอนที่ผมปล่อยให้เธอคลาดสายตาไป ไม่กี่นาทีเท่านั้นเอง

แต่ยังดีที่ลูกจ้างในร้านเห็นเข้าพอดีเลยพาเธอไปส่งโรงพยาบาลทันเวลา

ผมนำเธอกลับมาพักรักษาตัวที่บ้าน เธอยังเดินไม่ได้ แต่อาการของเธอดีขึ้นเรื่อยๆ ผมคิดว่าอีกไม่นานเธอคงกลับมาวิ่งเล่นได้เหมือนเดิม

รอยยิ้มผุดผ่านขึ้นมาบนริมฝีปากขณะที่ผมนึกภาพเธอที่แข็งแรงสมบูรณ์ดี


"อีกไม่นาน"

ผมคิดออกมาดังๆ ขณะที่รินน้ำใส่ชามวางไว้ใกล้ๆเบาะนอนของเธอ พลางนึกขำกับปฏิกริยาของพวกเขาเหล่านั้น

บางคนก็สะดุ้งและจ้องเขม็งมา ราวกับรอให้ผมพูดต่ออีกสักคำ อะไรก็ตามที่เป็นเบาะแส

อะไรก็ตามที่จะใช้เป็นหลักฐาน สืบเนื่องกับข้อหาเดิมของผมไปด้วยในตัว

ความรู้สึกขำขัน ในสถานการณ์แบบนี้มันผิดที่ผิดเวลา ผมรู้ตัว จึงพยายามกลบปิดรอยยิ้มนั้นกลับลงไปให้ลึก

ผมไม่ได้ยิ้ม

หรืออย่างน้อยก็พยายามฝืน...ที่จะไม่ยิ้ม

แต่มันคงแสดงออกทางสายตาล่ะมั้ง


 

ระหว่างที่ถูกพาตัวกลับมาที่เมืองบน ผมได้ยินเสียงแผ่วสั่นของทหารหญิงรายหนึ่งที่เอ่ยขึ้น เธอบอกว่านอกจากผมจะเป็นฆาตกรแล้ว ผมยังไม่ปกติอีกด้วย ....จิตใจไม่ปกติ

อย่างที่ใครๆก็เห็นและรู้กันว่า ผมและไอริสรู้จักและมีสายสัมพันธ์ต่อกันในระดับหนึ่ง แต่ผมก็ยังตัดคอเธอได้อย่างเลือดเย็น

อาจเพราะความพรั่นพรึงในน้ำเสียงนั่นเอง ที่ทำให้ผมขบขันกลั้นไม่ไหว

พวกเขาไม่คิดสงสัยบ้างเลยหรือไงนะ? อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้คนสองคนที่เป็นเพื่อนกัน เปลี่ยนจากการเล่นเกมกระดานมาเป็นเกมคร่าชีวิตกันเองได้ล่ะ พวกเธอไม่คิดว่ามันแปลกประหลาดกันบ้างเหรอ?

หรือเกรงกลัวว่าความคิดสงสัยเหล่านั้นอาจจะนำพาความเดือดร้อนมาหาตัว?

รอยยิ้มบางๆที่ฉาบบนใบหน้า คงทำให้ผู้คุมของผมสะเทือนใจต่อไปอีกหลายระดับแน่

แต่ผมไม่ได้สนใจจะซ่อนมันอีกต่อไป

--------------------------------


ร่างจำแลงของผมหลอมละลายระหว่างทางผ่านเข้าสู่เอลิเซียน

เมื่อกลับมาอยู่ในร่างเทวทูตผมก็ถูกพาไปยืนอยู่ในพื้นที่ประจำตำแหน่ง 'จำเลย' ของศาลสวรรค์

<